by Admin
Posted on 20-09-2023 09:27 AM
หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า mindset คืออะไร มีกี่ประเภท ? นิยามของ mindset หากพูดง่ายๆ ให้เข้าใจก็คือ เป็นความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ หรือกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นการทำงานของระบบประสาทที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ในระบบความคิดและการประมวลผลในสมองของเรา ความคิดของคนเรานั้นได้ถูกสร้างและหล่อหลอมขึ้นเมื่อเรายังเป็นเด็ก ทั้งจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมรอบตัวต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราด้วย ก่อเกิดเป็น mindset หรือชุดความคิดที่เรามีทั้งต่อตัวเองและโลกภายนอก ซึ่งกระบวนการคิดเหล่านี้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและการแสดงออกของเราต่อสิ่งต่างๆ และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จได้ด้วย ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามทฤษฎีของ coral dweck นักจิตวิทยาจากสแตนฟอร์ดแล้ว สามารถแบ่งประเภทของ mindset ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ fixed mindset และ
growth
mindset แต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ.
ผมคิดว่าหลายคนน่าจะมีคำถามผุดขึ้นมาแน่นอนว่า เอ๊ะ? แล้วมายเซ็ทกับทัศนคติ หรือที่เราเรียกกันว่า attitude เนี่ย จริงๆ แล้วมันต่างกันยังไง? mindset คือ มุมมองต่อโลกที่เกิดจากกระบวนการทางความคิดและประสบการณ์ที่พอเจอ ในขณะที่ attitude หรือ ทัศนคติ เป็นชุดความคิดที่เกิดจาก mindset ของเราอีกที ซึ่งทำให้เรามีทัศนคติและมีพฤติกรรมต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ถ้าอธิบายเป็นภาพจะเห็นได้ชัดขึ้นนั่นก็คือ 1) เราไปเจอประสบการณ์บางอย่าง 2) สมองของเราประมวลประสบการณ์ที่ได้รับเจอ หล่อหลอมให้เกิดเป็น mindset ต่อสิ่งนั้นๆ และต่อมา 3) ทำให้เกิดทัศนคติและกรอบแนวคิดต่อสิ่งต่างๆ ที่เจอนั่นเอง.
หลังจากที่คุณได้รู้แล้วว่า growth mindset กับ fixed mindset มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง หลายคนก็ได้ลองสังเกตตัวเองและรู้สึกว่า ‘ตอนนี้เราก็เป็นคนที่มีทั้ง growth mindset และ fixed mindset นี่นา แย่แล้ว’ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องรู้สึกผิดกับตัวเองที่เป็นแบบนั้น เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่ได้มี growth mindset หรือ fixed mindset ไปกับทุกเรื่องอยู่แล้ว แม้จะมี fixed mindset กับบางเรื่อง แต่เราก็สามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งนั้นใหม่ได้เสมอ ลองมาค่อย ๆ เปลี่ยนให้ตัวเองมาเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่านี้กัน หากคุณยังจำคำถาม 4 ข้อที่เราถามคุณไปตั้งแต่เริ่มบทความได้ และถ้าคุณได้ผลลัพธ์ว่าคุณเป็นคนที่มีความคิดอยู่ในข้อ 1 และ 2 (fixed mindset) ลองเปลี่ยนให้เป็นข้อ 3 และ 4 (growth mindset) ดู จากนั้นลองเปลี่ยนคำในบรรทัดแรกให้เป็นอีกแนวคิดกัน เช่น [fixed mindset] ตีแบดเก่งเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่เกิด ไม่สามารถเปลี่ยนไปให้เก่งกว่านี้ได้มากขึ้นไปอีกแล้ว [growth mindset] ไม่ว่าคุณจะตีแบดเก่งแค่ไหน คุณก็สามารถตีแบดให้เก่งขึ้นอีกได้ [fixed mindset] คุณเรียนรู้ที่จะเล่นหมากรุกได้ แต่พัฒนาตัวเองให้เก่งจนชนะแชมป์ไม่ได้ [growth mindset] คุณสามารถพัฒนาตัวเองให้เล่นหมากรุกเก่งขึ้นได้อย่างมหาศาล (ไม่จำเป็นต้องชนะคนอื่นตลอดก็ได้ แต่ชนะตัวเองคนเมื่อวานก็พอแล้ว) พออ่านแล้วก็อาจจะฟังดูน่าขำว่า ‘การคิดใหม่แค่นี้จะไปเปลี่ยนอะไรได้’ เราอยากบอกว่า ‘มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น’ เพราะถ้าคุณไม่คิดว่าแนวคิดมันเปลี่ยนได้ และคุณจะไม่พยายามเปลี่ยนมันเลย อันนี้แหละ ‘โอกาสเป็นศูนย์ของจริง’.
Mindset คือกรอบแนวคิด มาจากความเชื่อที่ส่งผลไปถึงพฤติกรรม กลายเป็นทัศนคติต่อการกระทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเข้าหาหรือการจัดการสิ่งรอบตัว carol dweck นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นนักวิจัยคนแรกที่สำรวจแนวคิดเรื่อง fixed and growth mindsets ซึ่ง dr. Dweck พูดถึง 2 วิธีคิดหลัก ๆ ที่ผู้คนมักจะคิดเกี่ยวกับเรื่องของความฉลาดหรือความสามารถที่มี โดยได้บัญญัติศัพท์เฉพาะโดย “fixed mindset” คือ คนที่มองว่าสติปัญญาเป็นสิ่งตายตัว และ “growth mindset” หมายถึง การมองว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ มากไปกว่านั้น คนที่มีกรอบความคิดแบบ fixed mindset มีโอกาสน้อยที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง เมื่อเทียบกับคนที่มีกรอบความคิดแบบ growth mindset ในด้านของคนทำงาน เรื่องของ mindset เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม การยอมรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ การที่คนเรามี growth mindset มักทำให้มุมมองต่อเรื่องความผิดพลาดและความล้มเหลวเปลี่ยนไป จะมองสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อีกทั้งยังเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้เรื่อย ๆ คนที่สามารถปรับแนวคิดให้เป็น growth mindset มักจะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เพราะทุกครั้งที่ล้มเหลว พวกเขาจะใช้โอกาสนี้ในการปรับมุมมองเกี่ยวกับกับมัน พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และเปิดใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น มาดูกันว่า growth mindset และ fixed mindset แตกต่างกันอย่างไร เพื่อคลายความสงสัยว่าทำไมหลายองค์กรถึงให้ความสำคัญและคาดหวังให้พนักงานมี growth mindset พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลา ไม่ปฏิเสธงานที่ยากและท้าทาย เรียนรู้จากปัญหาและคำวิพากษ์วิจารณ์ พยายามพัฒนาทักษะให้เกิดความเชี่ยวชาญ เชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มองความล้มเหลวเป็นเพียงความพ่ายแพ้แค่ชั่วคราว คำติชมต่าง ๆ ที่ได้รับนั้นคือข้อมูลและโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ต่อไป ยกย่องความสำเร็จของผู้อื่นให้เป็นแรงบันดาลใจของตนเอง เชื่อว่าตนเองมีความสามารถอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว ปฏิเสธงานที่ยากเพื่อเลี่ยงความผิดพลาด พยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้รับคำติชมเชิงบวก มองว่าความพยายามคือเรื่องเปล่าประโยชน์ เพิกเฉยต่อคำติชมของคนอื่น ๆ รู้สึกกลัวและกังวล เมื่อคนรอบตัวประสบความสำเร็จ ซ่อนจุดบกพร่องเพื่อไม่ให้คนอื่นใช้เป็นตัวตัดสินตัวเอง มองว่าคำติชมเป็นแค่การวิพากษ์วิจารย์ทั่วไป ยอมแพ้ต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างง่ายดาย reference mindsethealth – growth mindset vs fixed mindset: how what you think affects what you achieve develop good habits – fixed mindset vs.
Mindset มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เพราะ mindset เป็น ตัวขับเคลื่อนในทุกแง่มุมของชีวิต
mindset คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติทางจิตใจ เป็นกระบวนการทางความคิดหรือทัศนคติทางจิตที่เกิดขึ้นจากสมองของเรา กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเราเป็นเด็กเล็กที่พ่อแม่ของเราเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราส่งผลต่อวิธีคิดและตอบสนองต่อสถานการณ์
ทัศนคติเป็นสิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตัวอย่างเช่น หากคุณกลัวสุนัข คุณก็จะกลัวพวกเขาไม่ว่าพวกมันจะเข้าหาคุณกี่ครั้งก็ตาม ถ้าคุณไม่กลัวสุนัข แม้ว่าสุนัขจะเข้าใกล้คุณ คุณจะไม่กลัว
mindset เป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
growth mindset (กรอบแนวคิดแบบเติบโต).
• เป็นความคิดที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับความภาคภูมิใจที่เคยเกิดขึ้นในอดีต • ไม่มีความพยายามที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่ดีขึ้น • กลัวที่จะเจอปัญหา และไม่ยอมคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กลัวความล้มเหลว • ไม่ชอบทำนิส่งที่ยากและท้าทายตนเอง ถ้าคุณมีความคิดแบบ growth mindset คุณจะมีพฤติกรรมการแสดงออกแบบ growth behavior ในขณะ ที่ถ้าคุณมีความคิดแบบ fixed mindset คุณจะมีพฤติกรรมการแสดงออก fixed behavior แล้วคุณคิดว่าคนที่มี mindset แบบใดที่จะมีความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต แน่นอนว่าคำตอบของคุณก็คือ growth mindset เพราะไม่มีใครไม่อยากมีความสุข ซึ่งความสุขสร้างไม่ยากเพียง แค่ปรับ mindset ของตัวคุณเอง โดยมีความเชื่อว่าถ้าคุณมี growth mindset คุณจะมีความพร้อมที่จะดึงพลังงาน ภายในหรือศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคุณนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ growth mindset เป็นกรอบแนวคิดที่ทำให้เรามองโอกาส มองไปข้างหน้า สร้างความหวังและความฝันของเรา เพื่อหาหนทางให้ความฝันนั้นบรรลุผลสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ทางผ่านของชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ ต่างกันตรงที่แต่ละคนจะรับมือกับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างไร กรอบแนวคิดแบบเติบโตจะทำให้คุณข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ทำให้คุณมีพลังที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คุณไม่หยุดนิ่งหรือรอคอยให้คนอื่นมาช่วย แต่จะทำให้คุณมีความพยายามในทุกทางเพื่อฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เมื่อ fixed mindset เกิดขึ้น คุณจึงควรหาจังหวะที่จะหนีจากกรอบความคิดแบบยึดติดนี้ เพราะจะทำให้คุณหยุดนิ่ง กับที่ ไม่เรียนรู้ ไม่พัฒนาตนเอง และไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วได้ ที่มา : www. Jobdst. Com.
Growth mindset คือ กรอบคิด/กระบวนคิด ที่บอกว่า ‘ทุกคนจะเก่งและเติบโตขึ้นได้อีก’ ในยุคที่พื้นที่และเวลา (space&time) ไม่มีผลกับเจนเนอเรชั่นนี่อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงที่เคยเกิดขึ้นทุก 10 ปี 50 ปี ขยับมาเป็นปีต่อปี วันต่อวัน เราจะผ่านวันเวลาแห่งความเร็วนี้ไปได้อย่างไร หากไม่รู้จักการปรับตัวอย่างรวดเร็วพอๆ กัน สำคัญกว่านั้น ก็คือต้องปรับ ‘กระบวนคิด’ หรือ ‘mindset’ ของเราด้วย growth mindset จึงมีผลต่อความสำเร็จของทุกองค์กรและสถาบันอย่างไม่ต้องสงสัย ต่างจาก "fixed mindset" หรือ "กรอบคิดคิดหรือทัศนคติแบบดั้งเดิม การยึดติดอยู่ในกรอบเดิมๆ เกรงกลัวความผิดพลาด ไม่กล้าเสี่ยงแม้มีปัจจัยหลายๆอย่างสนับสนุนในเชิงบวก เป็นต้น ทำให้องค์กรเติบโตอย่างเชื่องช้าและไม่ต่อเนื่อง แนวคิดของ 'growth mindset' เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า คนทำงานมีความสามารถในการพัฒนาความสามารถของตนได้อย่างไม่ต้องสงสัย และยังมีพลังมากกว่าความสามารถโดยกำเนิด ทว่า ความคิดที่เชื่อว่าเรา 'ทำได้' นี้อาจควบคุมได้ยากกว่าที่คิด เพราะการทำเช่นนี้ได้ หมายถึง การที่คนคนนั้นคุ้นเคยกับการมองอุปสรรคเหมือนมิตรสหาย เรียนรู้จากคำวิจารณ์ และยืนหยัดได้แม้ต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ยากขึ้น และถึงแม้ว่าเราเชื่อว่า ความดื้อรั้นนั้นควรค่าแก่การพัฒนา แต่ในทางปฏิบัติ ความสงสัยและความกลัวก็สามารถครอบงำความคิดของเราได้เช่นกัน “เรามีความเชื่อในอารมณ์ของเรา” elaine elliott-moskwa นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ the growth mindset workbook ในเมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ “เมื่อมีคนพูดว่า 'ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ' ความรู้สึกนั้นกลับมีพลังมาก แม้ว่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับความสามารถของพวกเขาก็ตาม” หัวใจของ ‘กรอบคิดแบบเติบโต’ คือการเรียนรู้ที่จะเอาชนะความรู้สึกไร้ความสามารถ หรือ ‘ฉันไม่ดีพอ’ เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค พนักงานที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตสามารถใช้ประโยชน์จากชุดทักษะที่มีประโยชน์ในการจัดการความเครียด สร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกับเพื่อนร่วมงาน รับมือกับความล้มเหลว และพัฒนาคุณลักษณะที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) คืออะไร? growth mindset เป็นทฤษฎีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1988 เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา elliott-moskwa บอกว่า "มันเกี่ยวกับสาเหตุที่เด็กฉลาดๆ เจอกับความล้มเหลว เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งๆ ที่พวกเขามีความสามารถจริงๆ" แนวคิดนี้ให้ค่ากับ ทัศนคติของนักเรียนเมื่อเจอกับอุปสรรคหรือความท้าทาย มากกว่าความสามารถโดยกำเนิด และเป็นตัวกำหนดหลักชัยสู่ความสำเร็จ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความคิดของเรามีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของงาน ความกล้าในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคปัญหาด้วย “กรอบคิดแบบเติบโต” เหนือ “กรอบคิดแบบตายตัว” คือทางเลือกที่ใครๆ ก็ทำได้ carol dweck ศาสตราจารย์และนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้จำกัดแนวคิดนี้ให้แคบลง เหลือสองแนวทางที่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้ คือ 'fixed mindset' และ 'growth mindset'.